Work-life Balance ฝันที่เป็นจริงของญี่ปุ่น

Work-life Balance ฝันที่เป็นจริงของญี่ปุ่น หยุดงาน 3 วันต่อวีค

Highlights

• รัฐบาลพร้อมผลักดันนโยบาลลดวันทำงานเหลือ 4 วัน เพิ่มวันหยุดเป็น 3 วัน
• Haken no Hinkaku ละครญี่ปุ่นเมื่อปี 2007 ที่มีแนวเรื่องให้คนตระหนักถึง Work-life Balance
• มีบริษัทที่ใช้นโยบายนี้เพิ่มขึ้น 8% หรือเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าเมื่อเทียบกับ 10 ปีที่แล้ว
• ทั้งบริษัทใหญ่อย่าง KFC, Uniqlo, Family Mart และบริษัทนอกเมืองหลายแห่งหันมาใช้นโยบายนี้
• จำนวนงานที่มากไป เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ญี่ปุ่นเริ่มประสบภาวะขาดแรงงาน
• ในปี 2561 หลายบริษัทมีแผนที่จะลดชั่วโมงการทำงานลงให้เหลือ 32 ชั่วโมงต่อสัปดาห์


ประเทศญี่ปุ่นขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ทำงานหนักมาก มีวัฒนธรรมการเลิกงานดึก ทำโอที ไม่ค่อยได้พักผ่อน จนเป็นสาเหตุทำให้คนญี่ปุ่นเครียดมากขึ้น และมีบางรายถึงขั้นเสียชีวิตด้วยก็มี

แต่ญี่ปุ่นกำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่หลังจากเริ่มมีหลายบริษัทมีนโยบายให้พนักงานเข้ามาทำงาน 4 วัน และมีวันหยุด 3 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งเรื่องนี้ก็ถึงหูรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จผลักดันให้บริษัทต่างๆ เข้าร่วมมาตรการนี้

วัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่น

Work-life Balance ฝันที่เป็นจริงของญี่ปุ่น

เราคงเคยได้ยินวัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่นกันมาบ้าง ที่มีความเคี่ยว เป็นระเบียบวินัย งานถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ของคนญี่ปุ่น น้อยครั้งมากที่จะได้เลิกงานตรงเวลา บางคนก็ต้องนั่งทำงานโอทีจนกลับเกือบไม่ทันรถไฟขบวนสุดท้าย หรือเราคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับการเสียชีวิตของคนญี่ปุ่นจากการทำงานหนัก หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า Karoshi ซึ่งมีเคสที่เกิดขึ้นไม่น้อย เช่น กรณีของคุณ Kenji Hamada เสียชีวิตคาโต๊ะทำงาน เนื่องจากหัวใจวาย พอสสืบถึงประวัติการทำงาน ก็พบว่าคุณเคนจิ ทำงานวันละ 15 ชั่วโมงต่อวันเลยทีเดียว (ทั้งๆ ที่ ปกติแล้วไม่ควรเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน) หรือกรณีที่เพิ่งผ่านมาไม่นานของหญิงสาววัย 24 ปี Matsuri Takahashi พนักงานที่ทำงานในบริษัทเอเจนซี่โฆษณาชื่อดัง ที่ต้องแบกรับภาระงานที่หนักหน่วง ทั้งความกดดัน และต้องทำงานมากถึง 20 ชั่วโมงต่อวัน! นำมาสู่ภาวะซึมเศร้าและฆ่าตัวตายในที่สุด


Work-life Balance หนึ่งในฝันของแรงงานญี่ปุ่น

Work-life Balance ฝันที่เป็นจริงของญี่ปุ่น

แม้ญี่ปุ่นจะมีวัฒนธรรมทำงานหนัก นิยมเลิกงานช้ากว่าเวลาจริง ใครเลิกงานดึก ก็จะถูกมองว่าเป็นคนทุ่มเทกับงาน แต่ถึงอย่างนั้นคนญี่ปุ่นบางกลุ่มก็ตระหนักถึงชีวิตแบบ Work-life Balance เช่นกัน เห็นได้จาก “ละครญี่ปุ่น” บางเรื่องที่มักสะท้อนออกมาว่าไม่ควรทำงานหนักเกินไป เมื่อปี 2007 มีละครญี่ปุ่นเรื่อง “Haken no Hinkaku” ละครที่ผลักดันให้คนญี่ปุ่นกันมาตระหนนักถึง Work-life Balance มากขึ้น เป็นเรื่องราวของหญิงสาวที่เป็นฮาเคน หรือพนักงานชั่วคราวมองฝีมือ ที่เริ่มงานและเลิกงานตรงเวลาเสมอ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็เป็นคนทำงานที่มีคุณภาพมาก พอถึงเวลางานเธอก็จะเต็มที่ พอถึงเวลาเลิกงาน ก็จะเดินดุ่มๆ ออกไปแบบไม่สนใจใคร แถมบอกอีกด้วยว่า

“คนที่ต้องทำโอทีไม่ได้หมายความว่าเป็นคนที่ใส่ใจงาน

แต่หมายถึงคนที่จัดการได้ไม่ทันเวลา และเงินไม่พอใช้!”

และหลังจากหมดสัญญาจ้าง เธอก็ใช้เงินออกไปเที่ยว พักผ่อน บาลานซ์ชีวิต จากละครเรื่องนี้ก็ทำให้เห็นว่า ก็มีเสียงสะท้อนออกมาเช่นกันว่า จริงๆ แล้ว คนญี่ปุ่นก็มีความฝันที่อยากจะทำงานแบบพอดี ที่บาลานซ์ชีวิตกับงานได้


Work-life Balance ฝันที่เป็นจริงของญี่ปุ่น

จากกรณีผู้เสียชีวิตจากการทำงานหนัก ทำให้สังคมญี่ปุ่นได้หันมาตระหนักถึงปัญหาการทำงานหนักเกินไปมากขึ้น จนล่าสุด บริษัทญี่ปุ่นมีแผนลดจำนวนชั่วโมงทำงานลง จากที่เคยเข้าออฟฟิศ 5 วัน และมีวันหยุด 2 วันต่อสัปดาห์ ก็เหลือเพียงเข้าออฟฟิศ 4 วัน และมีวันหยุดเพิ่มขึ้นเป็น 3 วันต่อสัปดาห์ และรัฐบาลเองก็พร้อมจะผลักดันนโยบายนี้ให้เป็นจริง จากผลสำรวจของกระทรวงแรงงานของญี่ปุ่นพบว่า บริษัทร้อยละ 8 ของญี่ปุ่น เริ่มมีนโยบายให้ทำงาน 4 วัน และหยุด 3 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งถือว่าเพิ่มเป็น 3 เท่าเมื่อเทียบกับ 10 ปีที่แล้ว บริษัทแรกๆ บริษัทใหญ่ที่ใช้นโยบายนี้ก็คือ KFC Holdings Japan ปรับลดเวลางานของพนักงานลงเหลือ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และให้พนักงานเลือกได้ว่าจะหยุดงานวันใดบ้างเป็นเวลา 3 วันในแต่ละสัปดาห์ รวมถึง Uniqlo, ร้าน Family Mart ในญี่ปุ่น ก็ลดจำนวนวันทำงานลงเหลือ 4 วันเช่นกัน และไม่ได้มีแค่บริษัทใหญ่ๆ ทั้งนั้น แต่รวมถึงบริษัทนอกเมือก็ได้เริ่มให้มีการหยุด 3 วันต่อสัปดาห์แล้ว


แล้วทำงานแค่ 4 วันจะเวิร์กจริงๆ เหรอ

เคยทำงานมา 5 วันตลอด หลายคนก็อาจสงสัยว่า มันจะดีเหรอกับการลดชั่วโมงการทำงาน คำตอบก็คือ ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นรวมถึงนักเศรษฐศาสตร์ เชื่อว่า การลดจำนวนชั่วโมงทำงานลงจะยิ่งช่วยให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะการทำงานหนักเกินไป อย่างที่เห็นว่าส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของพนักงาน แถมยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนพนักงานอีกด้วย เนื่องจากทนไม่ไหวต่อสภาพทำงานหนัก นอกจากนี้ ในอนาคต ปี 2561 บางบริษัทก็มีแผนจะลดชั่วโมงการทำงานให้เหลือ 32 ชั่วโมงต่อวันอีกด้วย! และก็จะตัดการประชุมที่ไม่จำเป็นต่อการทำงานออกไป เพื่อรักษาเวลาการทำงานเอาไว้ให้คุ้มค่า

แล้วคุณล่ะคะ คิดเห็นอย่างไรกับนโยบายนี้ของญี่ปุ่น จากเหตุการณ์ทำให้เห็นว่า การปรับสมดุลระหว่างชีวิตกับงานก็เป็นเรื่องสำคัญค่ะ ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วย และก็ต้องไม่ลืมว่า ชีวิตเราไม่ได้มีแค่งานอย่างเดียว แต่เรายังมีชีวิตส่วนตัวของเรา คนที่เรารัก ควรมีเวลาว่างในการใช้ชีวิตในทางที่เราชอบ ไปพร้อมกับการทำงานที่เรารักค่ะ

References : Source 1, Source 2, Source 3, Source 4 
Credit Pictures: 1, 2, 3, 4

  

บทความที่เกี่ยวข้อง

สูตรธรรมชาติช่วยลดรอยดำจากสิว

5 สูตรธรรมชาติช่วยลดรอยดำจากสิว ที่เห็นผลจริง

โฟมล้างหน้าที่ใช้อาจไม่เหมาะกับผิว

5 สัญญาณเตือน โฟมล้างหน้าที่ใช้อาจไม่เหมาะกับผิว